ความรู้เกี่ยวกับสินค้า

ขาย เทอร์โมมิเตอร์ อุตสาหกรรม ( Industrial thermometer )

จำหน่าย ปรอทวัดเครื่องจักร เทอร์โมมิเตอร์ อุตสาหกรรม มีทั้ง V-shape Industrial Thermometer และ O-shape Thermometer ทั้งแบบครบชุด และ เฉพาะ ไส้ปรอท

# # # สำหรับลูกค้าที่ต้องการ เช็คราคา กรุณาคลิกเลือกสินค้าที่นี่ค่ะ # # #

ความแตกต่างระหว่าง เทอร์โม type V และ type O

  1. รูปทรงของกระบอกโลหะ ถ้าเป็น type V หน้าปัดจะทำด้วยวัสดุอลูมิเนียมชุบ ตรงหน้าปัดจะยุบลงไป เป็นรูปตัว V
    ขณะที่ทรง O-shape ตัวกระบอกจะทำด้วย ทองเหลือง หรือ สแตนเลส (ซึ่งแพงกว่า) และเป็นกระบอกกลม เป็นรูปตัว O
  2. สเก็ลวัดของทรง O จะอยู่บนแผงอลูมิเนียม ติดกับแท่งแก้ว แต่ถ้าเป็นของทรง V ย่านวัดจะอยู่บนตัวบอดี้ ของกระบอก
  3. ไส้ของทรง V จะเป็นแค่แท่งแก้ว ไม่มีอุณหภูมิบอก ขณะที่ไส้ปรอทของทรง O จะมีแผงสเก็ลองศาระบุอยู่

O-shape Industrial thermometer

O-shape industrial thermometerการเลือกซื้อ เทอร์โมมิเตอร์ อุตสาหกรรม

  1. ลูกค้าต้องทราบ ช่วงอุณหภูมิ ที่ต้องการวัดค่า เช่น ปกติ เครื่องจักร จะมีความร้อนอยู่ที่ไม่เกิน 500 องศา ก็เลือก ปรอท 0-600 C
    หรือ ธรรมดา อุณหภูมิ เครื่องจักรไม่เกิน 80C ก็เลือก 0-100C เป็นต้น
    สำหรับ ลูกค้าต้องการแปลงหน่วยอุณหภูมิ Online คลิ๊กที่นี่ค่ะ
  2. การวัดเกลียว .. เนื่องจากหางของเทอร์โมมิเตอร์ จะเป็นเกลียวแป๊บ ไม่ใช่เกลียวน็อต ดังนั้น
    การวัดเกลียว จะต้องวัดทั้งขนาดความโตของเกลียว และ ต้องวัดเบอร์เกลียว โดยใช้หวีวัดเกลียว
    โดยลูกค้าควรใช้เวอร์เนียในการวัดความโต เพราะ ถ้ากะ ๆ เอาโดยใช้ไม้บรรทัดจะทำให้ระบุเกลียวผิดพลาดได้
    และสินค้าที่จัดส่งไปก็จะใช้งานไม่ได้
  3. วัดความยาวหาง (Probe) ที่ต้องการ โดย หางไม่ควรสั้นเกินไปเพราะ จะแหย่ไปไม่ถึงจุดที่ต้องการวัดความร้อน
    และ หางต้องไม่ยาวเกินไป จนไปยันท่อภายใน (จะทำให้ใส่ไม่ได้)
  4. ความยาวรวม หรือ ความสูงของหน้าปัด อันนี้ขึ้นอยู่กับหน้างานของลูกค้า คือ ถ้าเสื้อสูงไปจะทำให้บอดี้ไปชนกับเพดานด้านบน
    หรือ ถ้าเสื้อเตี้ยไป จะทำให้ตำแหน่งติดตั้งต่ำไป อาจจะมองไม่เห็น

ตารางเกลียว เทอร์โมมิเตอร์ Industrial thermometer (เกลียวแป๊บ)
เกลียว เทอร์โมมิเตอร์ อุตสาหกรรม

 

ประวัติ เทอร์โมมิเตอร์ Thermometer ช่วงปลายศตวรรษที่ 16 จากการสังเกตุของเหลวที่ถูกเก็บไว้ในหลอดแก้วแคบๆจะมีระดับเปลี่ยนแปลงขึ้น-ลงตามอุณหภูมิห้อง ทำให้เราพอสังเกตุทราบอุณหภูมิในขณะนั้นได้ และการที่มันมีระดับของการเปลี่ยนแปลงตามอุณหภูมคงที่ในช่วงอุณหภูมิหนึ่งๆ จึงได้กลายมาเป็นเทอร์โมมิเตอร์ ที่มีความเที่ยงตรง และได้มาตรฐานในการวัด จึงถูกนำมาใช้กันมาจนทุกวันนี้ เจ้าของเหลวที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงขยายตัว-หดตัวตามอุณหภูมิขึ้นลงนั้นคือ ปรอทและ เอธานอล นั่นเอง

เจ้าของผลงานประดิษฐ์ เทอร์โมมิเตอร์ท่านแรกก็คือ แดเนียล กาเบรียล ฟาเรนไฮน์ (1686-1736) ท่านเป็นนักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน ที่นำเอา เอธานอล มาใส่ใช้ในเทอร์โมมิเตอร์ในปี 1709 และ นำปรอทมาใส่ใช้ในเทอร์โมมิเตอร์ในปี 1714 ซึ่งปรอทจะมีคุณสมบัติที่ตอบสนองต่ออุณหภูมิได้ไวกว่าและทนความร้อนได้สูงกว่า เอธานอล  ซึ่งต่อมาเขาได้รับเกียรติให้นำชื่อสกุล ฟาเรนไฮน์ มาใช้เป็นหน่วยบอกค่าอุณหภูมิ

ต่อมาในปี 1743 ท่านศาสตราจารย์ แอนเดอร์ เซลเซียส (อังกฤษ: Anders Celsius, พ.ศ. 1701- -1744) เป็นผู้คิดแบ่งช่องหรือขีดเทอร์โมมิเตอร์สำหรับวัดอุณหภูมิ โดยกำหนดนับอุณหภูมิของน้ำแข็งเท่ากับ 0 องศา และที่จุดเดือดของน้ำที่ 100 องศา ต่อมาเขาได้รับเกียรติให้นำชื่อสกุล เซลเซียส มาใช้เป็นหน่วยบอกค่าอุณหภูมิอีกหน่วยหนึ่ง (ค่าขององศาฟาเรนไฮต์นี้ (F) มีจุดเยือกแข็งอยู่ที่ 32F และมีจุดเดือดที่ 212F โดยที่จุดเยือกแข็งกับจุดเดือดของน้ำจะแตกต่างกัน 180 องศา โดยที่ 1 องศาในสเกลองศาฟาเรนไฮต์นี้ มีค่าเท่ากับ 5/9 ของ 1  องศาเซลเซียส

อีกท่านหนึ่งคือท่านลอร์ด วิลเลียม ธอมสัน บารอน เคลวิน ที่หนึ่ง (อังกฤษ: William Thomson, 1st Baron Kelvin; (26 มิถุนายน ค.ศ. 1824 – 17 ธันวาคม ค.ศ. 1907) ท่านเป็นนักฟิสิกส์คณิตศาสตร์และวิศวกร ที่มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ มีผลงานสำคัญคือการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่พิสูจน์ผลทางด้านไฟฟ้าและอุณหพลศาสตร์ โดยได้พัฒนาคิดสเกลบอกองศาขึ้นใหม่ โดยหาความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิและความเร็วของอิเล็กตรอนที่เคลื่อนที่รอบนิวเคลียส โดยสังเกตว่าถ้าให้ความร้อนกับสสารมากขึ้น อิเล็กตรอนจะมีพลังงานมากขึ้น ทำให้เคลื่อนที่มีความเร็วมากขึ้น ในทางกลับกันถ้าลดความร้อนให้กับสสาร อิเล็กตรอนก็จะมีพลังงานน้อยลง ทำให้การเคลื่อนที่ลดลง และถ้าสามารถลดอุณหภูมิลงจนถึงจุดที่อิเล็กตรอนหยุดการเคลื่อนที่ ณ จุดนั้น จะไม่มีอุณหภูมิหรือพลังงานในสสารนั้นเลย และจะไม่มีการแผ่รังสีความร้อนจากวัตถุ จึงเรียกอุณหภูมิ ณ จุดนี้ว่า ศูนย์สัมบูรณ์ (0 K)  (ชื่อของเขาเป็นที่รู้จักในฐานะผู้พัฒนามาตรฐานการวัดอุณหภูมิสัมบูรณ์ คือระบบเคลวิน (Kelvin) เขาได้รับบรรดาศักดิ์เป็น บารอนเคลวิน ในปี ค.ศ. 1892 เพื่อเป็นเกียรติแก่การคิดค้นของเขา โดยนำชื่อมาจากแม่น้ำเคลวิน ที่ไหลผ่านมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ ในสก็อตแลนด์ แต่เนื่องจากเขาไม่มีทายาทสืบตระกูล ตำแหน่งบารอนเคลวินจึงมีเพียง บารอนเคลวินที่หนึ่ง เพียงคนเดียวเท่านั้น : ที่มา วิกิพีเดีย)

เทอร์โมมิเตอร์ Thermometers จึงถูกนำมาเป็นเครื่องมือใช้วัดอุณหภูมิ โดยจะบอกให้เราทราบว่าวัตถุ, สิ่งของ หรือ บรรยากาศในบริเวณนั้นๆมีอุณหภูมิมีค่าเท่าใด ทำให้เราพอประเมินความรู้สึกร้อน-เย็นของอุณหภูมิที่เทอร์โมมิเตอร์บอกค่านั้นได้ หรือนำค่าอุณหภูมิที่อ่านค่านั้นๆไปใช้ประโยชน์ในการควบคุมขบวนการต่างๆต่อไป

หน่วยวัดอุณหภูมิเป็นองศา ที่ใช้กันโดยทั่วไปได้แก่ ฟาเรนไฮต์ (F) เซลเซียส (C) และเคลวิน (K) (สำหรับประเทศไทยเราจะคุ้นเคยและนิยมใช้หน่วยวัดอุณหภูมิเป็นองศาเซลเซียส (C) มากว่าองศา ฟาเรนไฮต์ (F) และ องศาเคลวิน (K) (หมายเหตุ :ประเทศที่มีการใช้หน่วยองศาฟาเรนไฮต์ในปัจจุบันได้แก่ประเทศสหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ คอสตาริกา เปอร์โตริโก)

เนื่องจากคุณสมบัติของปรอทที่มีจุดเยือกแข็งและจุดเดือดที่ –38.9 และ 356.6 องศาเซลเซียสตามลำดับ จึงมีประโยชน์ในการใช้งานในที่ที่มีอุณหภูมิสูงกว่าจุดเดือดของน้ำมากๆ ส่วน เอธานอล มีจุดเยือกแข็งและจุดเดือดที่ –114.1 และ 78.3 องศาเซลเซียส ตามลำดับ จึงมีประโยชน์ในการใช้งานในที่ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งของน้ำมากๆ

นอกจากเราจะเห็นเทอร์โมมิเตอร์ชนิดปรอทหรือแอลกอฮอล์ขึ้น-ลงรูปแท่งๆแก้วแล้ว เรายังจะเห็นเทอร์โมมิเตอร์ที่เป็นชนิดเข็มหน้าปัดชี้บอกอุณหภูมิ (Dial gauge thermometer)  ซึ่งก็ใช้หลักการการขยายตัวของของเหลวให้กลายเป็นความดัน เมื่อของเหลวในกระเปาะโลหะได้รับความร้อนมาก ของเหลวนั้นก็จะขยายตัวมากขึ้นตามอุณหภูมิ หากแต่เนื้อที่ในกระเปาะโลหะถูกจำกัด ทำให้เกิดความดันขึ้นในกระเปาะโลหะที่บรรจุของเหลวดังกล่าวขึ้น แล้วจึงนำอุปกรณ์วัดความดันมาวัดแรงดันเทียบกับอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงขึ้น-ลง แสดงผลบนหน้าปัดเป็นอุณหภูมิ

ยังมีอุปกรณ์วัดอุณหภูมิอีกชนิดหนึ่งที่แสดงออกมาเป็นตัวเลขไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยนำเอาหลักการการตรวจจับรังสีอิฟาเรท (infraredraidation) ที่แผ่ออกจากวัตถุเป้าหมาย (target) ผ่านเลนส์ของเครื่องมือวัด แล้วแปลงรังสีอินฟราเรดเหล่านี้ให้อยู่ในรูปของสัญญาณทางไฟฟ้า จากนั้นวงจรอิเล็กทรอนิกส์จะทำหน้าที่แปลงข้อมูลที่รับมาจากตัวตรวจจับและนำไปแสดงผล การแปลงรังสีอินฟราเรดที่เซนเซอร์ตรวจจับได้ให้เป็นหน่วยของอุณหภูมิโดยอาศัยกฏของ Planck (Planck’s Law) และ กฎของ Stefan-Boltzmann (Stefan-Boltzmann’s Law)

 

# # # สำหรับลูกค้าที่ต้องการ เช็คราคา กรุณาคลิกเลือกสินค้าที่นี่ค่ะ # # #